เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้ :  
รหัสผ่าน :  
   
 
 
  เมนูดำเนินการ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  สถิติการใช้งาน
ยอดเข้าชม :     ครั้ง
สมาชิก :     คน
ดาวน์โหลด :     ครั้ง
  ความร่วมมือภายนอกอาเซียน
 
 
    อาเซียน +3
 
  กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 (ASEAN+3) เป็นกรอบความร่วมมือ ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน
กับประเทศนอกกลุ่ม 3 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ในระดับอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเพื่อนำไปสู่ การจัดตั้ง ชุมชนเอเชียตะวันออก (East Asian Community) โดยให้อาเซียน และกระบวนการต่าง ๆ ภายใต้กรอบความร่วมมือ อาเซียน+3 เป็นกลไกสำคัญ ในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมาย เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของการจัดตั้ง กรอบความร่วมมือ อาเซียนบวกสาม เมื่อปี 2007 (พ.ศ.2550)
 
  ผู้นำของประเทศสมาชิก ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออกฉบับที่ 2 (Second Joint
Statement on East Asia Cooperation: Building on the Foundations of ASEAN Plus Three Cooperation) พร้อมกับเห็นชอบ ให้มีการจัดทำแผนดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน (ASEAN+3 Cooperation Work Plan (2007 – 2017)) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในระยะยาว และผลักดันให้เกิดชุมชนอาเซียน (ASEAN Community) ภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) โดยมุ่งเน้น การส่งเสริมความร่วมมือใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการเงิน ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้านสังคม วัฒนธรรม และการพัฒนา และด้านการส่งเสริม กรอบการดำเนินงาน ในด้านต่างๆและกลไกต่าง ๆ ในการติดตามผล โดยแผนความร่วมมือดังกล่าวทั้ง 5 ด้านนี้ ถือเป็นการประสาน ความร่วมมือ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง กลุ่มประเทศอาเซียน กับประเทศในเอเชียตะวันออกมากยิ่งขึ้น
 
  อาเซียน +3 ประกอบด้วยสมาชิก 13 ชาติ คือ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน รวมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีประชากร
รวมทั้งสิ้น กว่า 2,000 ล้านคน หรือหนึ่งในสาม ของประชากรโลก แต่เมื่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เข้าด้วยกัน จะทำให้มีมูลค่าถึง 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 16 ของจีดีพีโลก ขณะที่ยอดเงินสำรองต่างประเทศ รวมกันจะสูงถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของเงินสำรองต่างประเทศของโลก โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อาเซียน+3 จะมีบทบาท เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ ให้มีความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต
 
  จากความร่วมมือดังกล่าว ประเทศสมาชิกอาเซียน จะได้รับผลประโยชน์ จากความร่วมมือ ในกรอบของเขตการค้าเสรี
อาเซียน +3 (FTA Asian +3) มูลค่าประมาณ 62,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประเทศไทย ในฐานะสมาชิกอาเซียน จะได้รับประโยชน์มากที่สุด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,943 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซียมีแนวโน้ม จะได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน คือประมาณ 7,884 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเวียดนามคาดว่า จะได้รับประโยชน์มูลค่าประมาณ 5,293 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
  สำหรับการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน + 3 สมัยพิเศษ (Special ASEAN+3 Financial Ministers Meeting)
ที่ จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา ได้มีการสนับสนุน การใช้เวทีหารือ ด้านนโยบาย และกิจกรรมความร่วมมือต่าง ๆ ของภูมิภาคอาเซียน อาทิ ข้อริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative: CMI) พร้อมทั้งเรียกร้องให้ รัฐมนตรีคลังสนับสนุน ให้มีกระบวนการเฝ้าระวัง โดยร่วมมือกับสถาบันการเงิน ในภูมิภาคและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งข้อริเริ่มเชียงใหม่ ที่รัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 จำเป็นจะต้องเร่งรัดกระบวนการไป สู่ระดับพหุภาคี เพื่อเป็นกันชน รองรับเศรษฐกิจอ่อนแอในอนาคต
 
  ทั้งนี้ ที่ประชุมมีข้อสรุปว่า จะขยายผลความตกลงริเริ่มเชียงใหม่ ในการจัดตั้ง กองทุนสำรองระหว่างประเทศ
ร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน (Currency Swap) จากเดิม 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท เบื้องต้นคาดว่า 3 ประเทศนอกกลุ่มอาเซียน คือจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จะลงเงินสำรองร้อยละ 80 ของวงเงิน รวม หรือ 9.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และกลุ่มประเทศอาเซียน อีกร้อยละ 20 หรือ 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกองทุนดังกล่าว จะมีรูปแบบ คล้ายกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund :IMF) แต่ก็ไม่ใช่คู่แข่งของ IMF แต่จะเป็นเพียง ทางเลือกหนึ่งของเอเชีย ที่จะมีกองทุนระหว่างประเทศ เป็นของตนเอง โดยประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ลงเงินรวมกัน ประมาณร้อยละ 80 ส่วนอีกร้อยละ 20 ที่เหลือกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ จะลงทุนร่วมกัน ขณะที่ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย จะต้องใส่เงินลงทุน มากกว่าอีก 5 ประเทศ คือ บรูไน พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา เนื่องจากมีขนาดเศรษฐกิจ ที่ใหญ่กว่า
 
 
พัฒนาโดย

ทีมงานไอแม็ท
โรงเรียนบึงมะลูวิทยา